เจ้าอาวาส
-
ปีที่ตั้ง
พ.ศ. 2455
ประเภทวัด
วัดพัทธสีมา
วัดพระอารามหลวง
ไม่เป็น
นิกาย
คณะธรรมยุต
ภาค (ตามเขตการปกครอง)
ภาค ๑๖
จังหวัด (ตามเขตการปกครอง)
นครศรีธรรมราช
อําเภอ (ตามเขตการปกครอง)
อำเภอร่อนพิบูลย์
ตําบล (ตามเขตการปกครอง)
เสาธง
วัดธงทอง รหัสวัด ๐๕๘๐๑๓๐๓๐๐๑ ตั้งอยู่ที่บ้านเสาธง เลขที่ ๘ หมู่ที่ ๖ ถนนเสาธง-ท่าเจริญ ตำบลเสาธง อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช โทรศัพท์ ๐๙๒ – ๑๒๘๗๑๓๙ สังกัดคณะสงฆ์ ธรรมยุต ที่ดินที่ตั้งวัด มีเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๒๗ ตารางวา โฉนดที่ดิน เลขที่ ๔๘๑๖ ที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๔ แปลง มีเนื้อที่ ๒๖ ไร่ ๘ งาน ๑๕๖.๓ ตารางวา
อาณาเขต ทิศเหนือ จดคลองเสาธง
ทิศใต้ จดถนนท่าเจริญ
ทิศตะวันออก จดโรงเรียนวัดเสาธงทอง
ทิศตะวันตก จดที่ดินนายทด
อาคารเสนาสนะ ประกอบด้วย
อุโบสถ กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๙ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖
ศาลาการเปรียญ กว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๓๐ เมตร เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๖
กุฏิสงฆ์ จำนวน ๑๒ หลัง เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก
ศาลาบำเพ็ญกุศล กว้าง ๘.๒๗ เมตร ยาว ๒.๒๕ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๑
นอกจากนี้มี ฌาปนสถาน ๑ หลัง หอระฆัง ๑ หลัง โรงครัว ๑ หลัง เรือนเก็บพัสดุ ๑ หลัง เรือนรับรอง ๑ หลัง
ปูชนียวัตถุ - พระประธานประจำอุโบสถ ปางสมาธิ ขนาดหน้าตัก กว้าง ๑.๙๓ เมตร สูง ๒.๖๑ เมตร สร้างเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๖
- พระประธานประจำศาลาการเปรียญ ปางประทานพร ขนาดหน้าตัก กว้าง ๑.๙๓ เมตร สูง ๓.๓๑ เมตร
ปูชนียวัตถุอื่นๆ พระประธานประจำศาลาเอนกประสงค์ ปางมารวิชัย ขนาดหน้าตัก กว้าง ๓๔ นิ้ว สูง ๕๙ นิ้ว
วัดธงทอง ตั้งเมื่อวันที่ ๗ เดือน กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๕ ตั้งอยู่ ณ หมู่ที่ ๖ ตำบลเสาธง อำเภอ ร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช มีเนื้อที่รวม ๑๕ ไร่ ๓ งาน ๔๖ ตารางวา สถานที่เดิมของวัดนี้เป็นที่รกร้างว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดถือกรรมสิทธิ์ครอบครอง มีต้นไม้ชนิดหนึ่งหนามาก ชาวบ้าน เรียก ต้นเทา ต่อมามีพระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งชราภาพมากแล้ว ชื่อ พระเรือง ได้มาอาศัยอยู่ ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างกุฏิหลังเล็ก ๆ ให้เป็นที่อาศัย ชาวบ้านเรียกขานพระรูปนั้นว่า “สมภารเรือง” ชาวบ้านมีความคิดร่วมกันที่จะสร้างให้เป็นวัดขึ้น เพื่อใช้เป็นสถานที่บำเพ็ญบุญ โดยไม่ต้องเดินทางไปทำบุญที่อื่น ซึ่งมีระยะทางที่ไกลออกไป ทั้งนี้ ชาวบ้านเองก็เริ่มมีความศรัทธาและอยากจะบวชเรียนในวัดนี้ ต่อมาได้เรียกชื่อวัดนี้ว่า “วัดเทา”
ในเวลาต่อมา มีนายด้วง นายสง นายราด รวม ๓ คน ได้ไปศึกษาเล่าเรียนจากพระที่วัดหนา และบวชเรียนที่วัดหนาทั้ง ๓ คน ครั้นพระราด และพระสง ได้ลาสิกขากลับมาอยู่บ้านตามเดิม และได้นิมนต์ให้พระด้วง โกสโล เป็นเจ้าอาวาสแทนพระเรืองต่อไป ซึ่งในเวลาต่อมา ชาวบ้านต่างก็ประจักษ์ว่า ท่านเป็นพระที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างมาก จึงรู้สึกเสื่อมใสศรัทธาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อท่านคิดจะทำการอะไร ที่จะทำให้วัดเจริญรุ่งเรือง ชาวบ้านจะร่วมมือกันช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถทุกอย่าง โดยมีนายสนและนายราด เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง ในการชักนำให้ชาวบ้านมาช่วยเหลือและพัฒนาวัดเป็นประจำ โดยในครั้งแรก ได้จัดการแผ่วถางป่าในบริเวณวัดจนโล่งเตียน และได้ช่วยกันสร้างกุฏิเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านที่มีจิตศรัทธาก็ส่งลูกหลานเข้ามาบวชเรียนเป็นพระภิกษุสามเณรเพิ่มขึ้นทุกปี เมื่อการปรับพื้นที่เรียบร้อยแล้วทำให้เกิดความสวยงามและเหมาะสมในการสร้างวัดเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยความร่วมแรงร่วมใจกัน ที่จะทำให้วัดนี้มีความเจริญรุ่งเรื่องสืบไปในอนาคต ทำให้พระด้วง โกสโล และชาวบ้านช่วยกันพัฒนาวัดอย่างเข้มแข็ง จนได้ร่วมกันสร้างศาลาการเปรียญ และสร้างเตาเผาอิฐเพื่อก่อสร้างอุโบสถ โดยชาวบ้านช่วยกันเผาอิฐ จนสามารถก่อสร้างอุโบสถได้เรียบร้อย และได้ทำการผูกพันธสีมา เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๕๕ ตามหลักฐานที่ปรากฏในใบเสมารอบอุโบสถวัด เจ้าอาวาสถูกต้องตามระเบียบราชการตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ต่อมาประมาณปีพุทธศักราช ๒๔๕๓ พระด้วง โกสโล ได้จัดตั้งโรงเรียนขึ้นในวัด โดยรวบรวมเด็กๆที่อยู่ วัดในละแวกนั้นมาเข้าเรียน จัดให้พระที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้ดำเนินการสอน การเรียนการสอนในสมัยนั้นมุ่งให้เด็กได้มีความรู้เพียงอ่านออกเขียนได้เท่านั้น โดยใช้ศาลาการเปรียญของวัดเป็นสถานที่เล่าเรียน ให้หยุดการเรียน การสอนก่อนวันพระครึ่งวัน และในวันพระเต็มวัน เพราะทางวัดจำเป็นต้องใช้ศาลาการเปรียญในการทำบุญของชาวบ้าน ด้วยเหตุที่ พระด้วง โกสโล เป็นพระนักพัฒนา และปฏิบัติเคร่งครัดในพระธรรมวินัยเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ชาวบ้านใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือมาก จึงให้ความรวมมือกับทางวัดอย่างเต็มที่ในทุกๆ ด้าน ทำให้วัดมีความเจริญรุ่งเรืองไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วประมาณ ๒-๓ ปี
ต่อมา ได้ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงธรรมการมาเยี่ยมวัด ธงทอง เห็นทางวัดจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็กเป็นจำนวนมาก สมควรที่จะเปิดเป็นโรงเรียนได้ จึงอนุญาตให้ยกฐานะของโรงเรียนวัดนี้ เป็นโรงเรียนประชาบาลขึ้นเป็นโรงเรียนแรกของตำบลนี้ โดยตั้งชื่อโรงเรียนนี้ว่า โรงเรียนประชาบาลตำบลเสาธง "วัดเทา”และจัดให้มีการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นเตรียมประถม จนถึงชั้นประถมปีที่ ๔ ประมาณ พ.ศ. ๒๔๗๓ เจ้าคณะจังหวัดนครศรีธรรมราชในสมัยนั้น ได้ประกาศเปลี่ยนชื่อวัดจาก "วัดเทา"เป็น "วัดธงทอง" เพื่อให้เหมาะสมกับวัดที่กำลังเจริญ ชื่อโรงเรียนจึงได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ โรงเรียนประชาบาลตำบลเสาธง ๑วัดธงทอง” ตั้งแต่นั้นมา และประมาณปี พ.ศ. ๒๔๗๔ พระวง โกสโล ได้อาพาธและถึงแก่มรณภาพ
พระครูเหมเจติยานุรักษ์สังปาโมกข์ ได้แต่งตั้งให้พระครูอนันตนินนาท ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดธงทอง ต่อจากพระด้วง โกสโส พระตรูอนันตนินนาท เป็นเจ้าอาวาสวัดธงทองได้เพียงพรรษาเดียว แล้วย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดพิศาสนฤมิต ต่อมาได้มีพระสงฆ์หลายรูปด้วยกันเข้ามาจำพรรษาโดยบางรูปได้แต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส และบางรูปได้แต่งตั้งแค่รักษาการเจ้าอาวาส ดังต่อไปนี้ (ลำคับอาจคลาดเคลื่อนไปบ้าง)
๑. พระด้วง โกสโล
๒. ระครูอนันตนินนาท
๓. พระปลัดเลื่อน (ต่อมาเป็นพระครูนิพิธธัมมาราม)
๔. พระหมี
๕. พระครูวินัยธหนู ยนโต (ต่อมาเป็นพระครูวิจิตรคุณาราม)
๖. พระปลัดเลื่อน (ต่อมาเป็นพระตรูนิทิธธัมมาราม)
๗. พระกระจ่าง
๘.พระด้วง อตตาที่โป (ต่อมาเป็นพระครูประทีปคุณชัช)
๙.พระอั๋น
๑๐.พระครูวิศาลศีลวัตร (เกตุ ปภสุสโร)
๑๑.พระปลัดจัด ปญญาวุฑโตม
ในปีพ.ศ. ๒๕๒๔ อุโบสถหลังแรกได้ชำรุดทรุดโทรมจนพระภิกษุสามเณรไม่สามารถใช้เป็นกอบสังกรรมได้ ชาวบ้านได้ช่วยกันบริจาคทุนทรัพย์สมทบกับทุนของวัด คำเนินการก่อสร้างใหม่ โดยคร่อมอุโบสถหลังเดิมทำพื้น ก่อผนัง เพดาน ติดบานประตูหน้าต่างเรียบร้อย อุโบสถหลังนี้มีค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ 2 ล้านบาท และได้หยุดการก่อสร้าง เนื่องจากไม่มีทุนทรัพย์ดำเนินการ ต่อมาปลายปีพุทธศักราช ๒๕๓๔ ศิษยานุศิษย์ในพระธรรมวราจารย์ (แบน กิตฺติสาโร) พระราชธรรมนิทศ พระธรรมเมธาภรณ์ (ระแบบ ฐิตญาโณ) และพระธรรมมงคลวุฒาจารย์ (บุญยนต์ ปุญญาคโม) แห่งวัดบวรนิเวศวิหาร จังหวัดกรุงเทพมหานคร ได้มีศรัทธาที่จะต่อเติมอุโบสถที่กำลังสร้างค้างอยู่มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๒๗ ให้สำเร็จเรียบร้อย ครั้นทำการสืบราคาและตรวจสภาพอุโบสถที่สร้างค้างอยู่นั้น พบว่าต้องใช้ทุนทรัพย์ในการก่อสร้างอีกเป็นจำนวนมาก และยังมีอัตราเสี่ยงต่อความมั่นคงแข็งแรง ซึ่งอาจจะเกิดความเสียหายขึ้นได้ในภายหลัง คณะทำงานจึงมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ในการที่จะต้องสร้างยุบอุโบสถหลังใหม่ การครั้งนี้ คณะดำเนินการดำมีศรัทธาร่วมกันในการจัดสร้างอุโบสถวัดธงทองเพื่อเป็นการเทอดพระเกียรติ และถวายเป็นพระกุศลแค่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เนื่องในมงคลวโรกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ ๘๐ พรรษา ในวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๖ กำหนดให้ประกอบพิธียกช่อฟ้าอุโบสถ ตัดหวายลูกนิมิต และผูกพัทธสีมา ในวันเสาร์ ที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยได้รับพระเมตตาจากเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นองค์ประธานในการประกอบพิธี ยังความปลาบปลื้มปิติเป็นล้นพ้นแก่พุทธศาสนิกชนโดยทั่วกัน นับเป็นพระกรุณาหาที่สุดมีได้ อนึ่ง ในระหว่างการจัดสร้างอุโบสถ ได้ทำการก่อสร้างถาวรวัตถุดังนี้
1. กุฏิขนาดกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ๑ หลัง
2. กุฏิขนาดกว้าง ๔.๕ เมตร ยาว ๖ เมตร ๑ หลัง
3. กำแพงวัดสูง ๒ เมตร ยาว ๑๔๖ เมตร
4. โรงครัวขนาดกว้าง ๗ เมตร ยาว ๓๘ เมตร ๑ โรง
5. ห้องน้ำส้วม ขนาด ๑0 ห้อง ๓ หลัง ขนาด ๕ ห้อง ๓ หลัง
ทั้งนี้ วัดธงทอง ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ ๒๕ เตือน พฤศจิกายน พ ศ. ๒๕๓๗
การบริหารและการปกครอง : ลำดับเจ้าอาวาสตั้งแต่อดีต - ปัจจุบัน
รูปที่ 1 พระด้วง โกสโส
รูปที่ 2 พระครูอนันตนินนาท
รูปที่ 3 พระปลัดเลื่อน (ต่อมาเป็นพระครูนิพิธธัมมาราม)
รูปที่ 4 พระหมี
รูปที่ 5 พระครูนัยธหนู นโต (ต่อมาเป็นพระครูวิจิศรคุณาราม)
ปีที่สร้าง (พ.ศ.)
2455
จำนวนเจ้าอาวาสที่ผ่านมา
11 รูป
-
บ้านเลขที่
8
รหัสไปรษณีย์
80350
ตำบล
เสาธง
อําเภอ
ร่อนพิบูลย์
จังหวัด
นครศรีธรรมราช
ขนาดที่ดินที่ตั้งวัด
ไร่
15
งาน
2
วา
-
ขนาดที่ธรณีสงฆ์
ไร่
15
งาน
-
วา
-
โทรศัพท์
088-4513723
อีเมล
-